Northern Thailand2010
posted on 04 Apr 2010 22:20 by marinepig
เทศกาลท่องเที่ยวแห่งปีของบ้านเราเวียนมาถึงอีกครั้งนึงแล้ววว ทุกซัมเมอร์ เราจะมีแพลนไปเที่ยวยาวกันซักทีนึงค่ะ เมื่อปีที่แล้วไปมะละกา ปีนี้ยัยฝ้ายน้องสาวสุดที่รักรีเควสต์ ภาคเหนือ เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยไป (เอ็งเกิดมาแค่ 10 ปีเองนะ ชิชะ) เธออยากเห็นดอกไม้ดอกไร่ ดอยหนาวเขียวขจี ว่ากันไป
ที่จริงก็รู้ๆกันอยู่ว่าไปเหนือต้องหน้าหนาวสิ! แต่ทำไงไงได้โรงเรียนมันไม่ปิดหน้าหนาวนี่นะ แล้วแถมช่วงหยุดยาวปีใหม่เราก็ขี้เกียจไปแย่งหายใจกันบนดอยที่อากาศก็เบาบางอยู่แล้วอีก เอาไงเอากัน เที่ยวเหนือต้นหน้าร้อนที่แหละ ลุยโลด--
แพลนการเที่ยวแบบบ้านเราคือ คิดล่วงหน้า1 ชั่วโมงว่าจะนอนที่ไหน ไปไหนมั่ง เก็บกระเป๋าขึ้นรถแล้วค่อยคิด
ไปเรื่อยๆ ค่ำไหนนอนนั่น แต่เป้าหมายสูงสุดคือ เชียงราย ค่ะ ที่จริงจะออกเดินทางวันที่ 27 เสาร์ แต่พอกลับมาถึงตรังวันศุกร์ ท่านพ่อท่านแม่คุณน้องก็เกิดอาการ "อยู่ไม่ติด" เราเลยออกเดินทางกันตั้งแต่ 4 โมงเย็นวันศุกร์ซะเลย ~~ อ่อก
คืนนั้นเวียนหาที่นอนกันที่ชุมพร ไปถึงประมาณ 2ทุ่มกว่าๆ เป็นที่รู้กันว่า โรงแรมในเมืองชุมพรที่ดีๆหายากมาก ทุกโรงหลอนพอกัน (ขออภัยคนชุมพร) หรือเราดันไม่รู้จัก รร เองก็ไม่รู้ได้ เวียนหาโรงแรมจนหงุดหงิดแล้วก็แวะทานข้าวซะก่อน ที่ร้านอาหารจีน ฉั่วคุ้ยกี่ หน้าตาร้านแบบข้างล่างนี่ อาหารอร่อย บริการดี ห้องน้ำสะอาดพอควร ชอบค่ะ
โชคดีที่ตอนขับผ่านถนนสายหนึ่งเห็น ป้าย รร นึงเปิดใหม่ เราก็เลยโฉบไปที่นั่น ตอนแรกท่านแม่ก็กลัวๆอยู่เพราะ รรดูเล็กๆ มืดๆ (กลัวจะเป็นพวก 24 ชม
เหมือน7 เลยเนอะ) แต่พอขับเข้าไปข้างใน โอวเป็น รร ที่ตกแต่งเรียบหรูดูดี เก๋กู้ดมากๆ ชื่อ รร พนธารา (อ่านว่า พะนะ) อยู่บนถนนสายไหนก็บอกไม่ถูก (โทรถาม bug ดูแล้วกันนะ) ค่าห้อง 600 เอง (ไม่เอาอาหารเช้า) ภายในสะอาดน่าพักมาก ชอบๆ
หน้าตา รร จากด้านข้าง (ไม่ได้มองจากถนน)
หมีเหลืองบนเตียง ของน้องสาว เป็นหมีเหม็น (อ่านว่า หมี -เหม็น)
หลังจากตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปทานหมี่หมูแดงกัน ชามละ 25 บาทเอง ถูกมากๆอร่อยโฮกด้วย ดันจำชื่อร่านและทำเลไม่ได้ วันหลังจะได้ไปอีก ออกจากชุมพร ก็พุ่งตรงไปสู่ประเทศไทยตอนบนทันที (เว่อร์มะ) หลับๆตื่นๆ จนเที่ยงไปแวะทานข้าวที่ราชบุรี เรามุ่งหน้าต่อไปจนถึงเวลาอันควร จึงตัดสินใจว่าจะนอนกันที่นครสวรรค์ ก่อนหน้านั้นผ่านสามชุก เลยอ้อนวอนท่านพ่อให้ช่วยแวะให้หน่อยเถอะนะๆๆๆ ด้วยความที่ท่านพ่อแกเป็นปู้ช้ายปู้ชาย แกเลยไม่ค่อยพรีเฟอการเดินตลาด เราเลยได้แต่ชะโงกทัวร์เดินกันอย่างเร่งรีบ อย่างไรก็ดีกว่าไม่ได้ไปแหละน่า
มีแต่รูปมาให้ดูนิโหน่ย ไม่รู้จะเล่าอิไหร
แต่ละรูป ยกกล้องแล้วกดเลย ไม่ต้องเล็ง เพราะรีบ
ร้านนี้เป็นร้านยาเก่าแก่ น่าจะไม่ได้ขายยาแล้วเพราะเจ้าของร้าน (รุ่นลูก) ทำดินปั้นกับเสื้อน่ารักๆขาย ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะกับกลุ่มลูกค้า (วัยรุ่น) มากกว่ายาจีนโบราณแน่นอน
มุมยอดฮิตของสามชุก ไม่น่าเชื่อว่าไปถ่ายมาได้ เค้ากะลังคั่วกาแฟอยู่พอดี ควันสวยพอดีเลย
ออกจากสามชุกเราก็ไปนครสวรรค์ ถึงประมาณสี่โมงครึ่ง พอมีเวลาเวียนรถหาแพทานข้าวและ รร หาไปหามา ดันต้องนอน รรที่เคยพักเมื่อสิบปีที่แล้ว ชื่อ รร พิมาน เป็นรร เก่าแก่แต่ก็ยังดูดีอยู่ มันน่าจะหรูมากในยุคสมัยของมัน จำได้เลยว่า ตอนมาเมื่อสิบปีที่แล้ว ลิฟท์ ในน รร เก่ามากแถมยังมีน้ำมันหยดลงมาจากเพดาน สภาพตอนนี้ดีกว่าเดิมแต่ยัยฝ้ายบอกว่าเสียงลิฟท์เหมือนเสียงเครื่องซักผ้า
เอาเหอะนะ เก่าแล้วมันก็แก่เป็นธรรมดา
นครสวรรค์ ในความคิดของเรา คือ เมืองที่มีคนจีนเยอะ โมจิ ปากน้ำโพ แม่น้ำ และปลา หน้า รร มีงานบุญของเจ้าพ่อเจ้าแม่อะไรซักอย่าง มีท่านผู้ว่ามาด้วยนะรู้สึก แต่งานไม่ใหญ่เท่าไร มีแต่การแสดง หาร้านขายของไม่เจอ ไม่รู้มีรึเปล่า
พิธีการเสี่ยงทาย รู้สึกเค้าจะโยนไม้ทำนายกันหลายหน จนกว่าจะได้โชคดี เอ้---ยังไง
ถ่ายรูปที่ระทึกซักหน่อย ที่ว่าระทึกเพราะท่านแม่แพ้กลิ่นไอ้ธูปยักษ์ข้างหลังนั่น ถ้าอยู่นานเกินไม่ได้หลับได้นอนแน่ๆ (จาม)
คืนนั้นโชคดีจังที่เสียงจากข้างนอกไม่ดังรบกวนเท่าไร อ้อ ลืมเล่าไป เนื่องจาก รร มีเตียงให้แค่สองเตียง เราจึงต้องคิดต้นวิธีการนอนหลับให้สบายที่สุด เราตั้งใจเอาถุงนอนไปด้วยอยู่แล้ว แต่ถุงนอนมีแต่ฟังก์ชั่นห่อหุ้ม ไม่ได้มีฟังก์ชั่นรองหลังแก้เมื่อย เราจึงยกเตียงชิ้นบนลงมาด้านล่าง ชิ้นล่างมันเป็นสปริงดึ๋งๆ ก็นอนได้เหมือนกันแค่หาผ้ามาปู เท่านี้ก็ได้เตียงนอนสบายๆแล้วค่ะ
ตื่นเช้าก็ทานอาหารใร รร แบบว่าขออนุญาตแปลกใจนิดนึง ที่ว่าเช้าใน รร เป็นบุปเฟ่ต์ที่ดูดีกว่าที่คิดไว้เยอะ ถึงจะไม่หลากหลายแต่ก้ดูน่ากิน ลืมไป ค่าห้องที่นอนไปคืนละ 850 แถมเช้า 2 ค่ะ
ออกจากนครสวรรค์ ถ้าจะไปเชียงรายก็ไปได้หลายทาง ท่านพ่อเลือกไปทางกำแพงเพชร เพราะอยากไปดูอุทยานประวัติศาสตร์ของเค้าด้วย เราจึงมุ่งหน้าไปยังอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
อุทยานแห่งนี้ เป็นแหล่งโบราณสถานสมัยสุโขทัย -อยุธยา (เราไม่แน่ใจช่วงเวลา) ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นมรดกโลกด้วย ข้างในเป็นป่าโปร่งที่มีซากโบราณสถานอยู่ทั่ว ร่มรื่นมากๆ ส่วนใหญ่ (ทั้งหมดนะถ้าจำไม่ผิด ) โบราณสถานนี้เป็นวัดทั้งนั้นเลย ท่านพ่อกับเราค่อนข้างดี๊ด้าเพราะชอบของเก่าๆกันอยู่แล้ว
แต่คุณน้องเราเห็นแต่หินมันก็เบื่อ แก้มแดงเพราะร้อนแถมเข้าอีก แต่ยังไงก็น่ารักมากที่ไม่โยเยเลยนะ
รูปนี้ตั้งใจถ่าย เอาดอกไม้ว่างจัดฉากนิดนึง ตัวโบราณสถานส่วนใหญ่ที่เห็นทำด้วยศิลาแลง ที่มีแหล่งอยู่ในบริเวณนั้นนั่นเอง ท่านพ่อแอบสงสัยว่า ทำไมบ่อน้ำมันถึงได้เยอะขนาดนี้ สมัยนั้นเค้าขุดบ่อเพราะเรื่องการใช้น้ำอย่างเดียวหรือเปล่าหว่า
ท่านพ่อกำลังคำนวนหาอายุเสาอยู่ (
) ส่วนท่านแม่ก็ผลักกันแชะกับเรา
ที่วัดพระสี่อิริยาบถ มีพระสี่องค์หันหน้าไปคนละด้านสี่ด้าน สี่อิริยาบถ ด้านนี้เหลือให้เห็นรูปร่างมากที่สุด
วัดช้างรอบ วัดใหญ่อลังการที่มีช้างปูนปั้นอยู่รอบวัด ท่านพ่อไปนั่งเป็นท่านขุนอยู่ตรงกลาง (เหมือนโกคนจีนมากกว่าแฮะ
)
คุณช้างที่เรียงรายรอบวัด งวงหักหมดแล้ว
ประติมากรรมอย่างหนึ่งของแถบภาคเหนือที่อยู่ในวัดอันเป็นเอกลักษณ์คือ มกรคายนาค เค้าจะทำเป็นรูปสัตว์ในจินตนาการแบบนึงคล้ายๆมังกร ปากอ้าแล้วมีนาคโผล่ออกมา ได้ยินว่าสื่อถึงการรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะตัวที่เจออยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่เค้าห้ามถ่ายภาพค่ะ
การเดินทางของเราหลังจากนี้ คือการไปอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จะเป็นอย่างไรโปรดติดตามในภาค 2 เพราะตอนนี้เมื่อยนิ้วแล้วก็ง่วงมากด้วยละ ขอตัวไปนอนก่อนนะฮะ บับบุย--